หลายองค์กรเริ่มนำ AI มาใช้กับงาน HR ตั้งแต่การร่างเอกสาร สรุปผลสำรวจ วิเคราะห์ข้อมูลพนักงาน ไปจนถึงการสร้างสื่ออบรมและเตรียมรายงานสำหรับผู้บริหาร เพราะ AI ช่วยลดเวลาการทำงานและทำให้ทีม HR จัดการข้อมูลจำนวนมากได้รวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การบอกว่า AI ช่วยให้งานเร็วขึ้นหรือสะดวกขึ้น อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจลงทุน ผู้บริหารมักต้องการเห็นว่าเงินที่ลงทุนไปกับเครื่องมือ การอบรม และการปรับกระบวนการ สามารถช่วยให้องค์กรประหยัดต้นทุนหรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้เท่าไร
การวัด ROI จึงช่วยเปลี่ยนผลลัพธ์จากการใช้ AI ให้กลายเป็นข้อมูลทางธุรกิจที่ชัดเจน และช่วยให้ HR อธิบายความคุ้มค่าของการลงทุนต่อผู้บริหารได้อย่างเป็นรูปธรรม
ROI คืออะไร และสำคัญต่อการลงทุนใน AI อย่างไร
ROI ย่อมาจาก Return on Investment หรือ “อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน” เป็นตัวชี้วัดที่ใช้เปรียบเทียบผลประโยชน์ที่องค์กรได้รับกับเงินลงทุนทั้งหมดที่ใช้ไป เพื่อช่วยประเมินว่าการลงทุนครั้งนั้นสร้างความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด โดยทั่วไป ROI จะแสดงผลในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ ยิ่งมีค่าเป็นบวกและอยู่ในระดับสูง ยิ่งสะท้อนว่าการลงทุนนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าต้นทุน
สำหรับการนำ AI มาใช้ในงาน HR การวัด ROI ไม่ได้พิจารณาเพียงรายได้ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมูลค่าจากเวลาการทำงานที่ลดลง ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ ความผิดพลาดที่ลดลง และความสามารถในการรองรับงานที่เพิ่มขึ้น การวัด ROI จึงช่วยให้ HR มองเห็นผลลัพธ์ของ AI ในมุมทางธุรกิจ และนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจลงทุนหรือขยายผลการใช้งานในอนาคตได้อย่างชัดเจน
การลงทุนใน AI สำหรับ HR มีต้นทุนอะไรบ้าง
การคำนวณ ROI ควรเริ่มจากการรวบรวมต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง ไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่าเครื่องมือ AI เท่านั้น เพราะการนำ AI มาใช้ในองค์กรยังมีต้นทุนด้านการเรียนรู้ การทดลอง และการปรับวิธีทำงานของทีมด้วย
ต้นทุนที่ควรนำมาคำนวณ ได้แก่
- ค่า License หรือค่าบริการเครื่องมือ AI
- ค่าอบรมและพัฒนาทักษะของทีม HR
- มูลค่าเวลาที่พนักงานใช้ในการเรียนรู้และทดลอง
- ค่าออกแบบหรือปรับปรุง Workflow
- ค่าพัฒนาหรือเชื่อมต่อระบบ
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลและขยายผลการใช้งาน
ตัวอย่างเช่น องค์กรลงทุนค่าเครื่องมือ AI 60,000 บาท ค่าอบรมทีม HR 80,000 บาท และมูลค่าเวลาที่ใช้ปรับกระบวนการอีก 40,000 บาท เท่ากับมีเงินลงทุนรวม 180,000 บาท
การรวบรวมต้นทุนให้ครบถ้วนจะช่วยให้การคำนวณ ROI สะท้อนความคุ้มค่าที่แท้จริง และทำให้สามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังใช้ AI ได้อย่างชัดเจน
AI ช่วยงาน HR ประหยัดต้นทุนและสร้างมูลค่าได้อย่างไร
AI สามารถช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับงาน HR ได้หลายรูปแบบ โดยผลลัพธ์ที่นำมาคำนวณ ROI ควรสามารถแปลงเป็นมูลค่าทางการเงินได้
ลดเวลาการทำงาน
AI ช่วยลดเวลาในงานที่ทำซ้ำ เช่น การร่างประกาศ สรุปรายงาน จัดหมวดหมู่ Feedback สร้าง Job Description หรือเตรียม Presentation
มูลค่าของเวลาที่ประหยัดได้สามารถคำนวณจาก “จำนวนชั่วโมงที่ลดลง × ค่าแรงเฉลี่ยต่อชั่วโมง”
ตัวอย่างเช่น หากทีม HR ประหยัดเวลาได้ 40 ชั่วโมงต่อเดือน และมีค่าแรงเฉลี่ย 500 บาทต่อชั่วโมง จะคิดเป็นมูลค่า 20,000 บาทต่อเดือน หรือ 240,000 บาทต่อปี
ลดค่าใช้จ่ายจากการจ้างงานภายนอก
AI อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วนจากการจ้าง Outsource เช่น การจัดทำรายงาน สรุปข้อมูล แปลเอกสาร หรือสร้างสื่อเบื้องต้น
หากเดิมองค์กรมีค่าใช้จ่ายด้านนี้ปีละ 100,000 บาท และหลังใช้ AI ลดเหลือ 40,000 บาท เท่ากับองค์กรประหยัดได้ 60,000 บาทต่อปี
ลดต้นทุนในกระบวนการสรรหา
AI สามารถช่วยให้ HR จัดทำประกาศงาน เตรียมคำถามสัมภาษณ์ สรุปข้อมูลผู้สมัคร และประสานงานได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาการสรรหาสั้นลง
เมื่อ Time to Hire ลดลง องค์กรอาจลดต้นทุนจากตำแหน่งงานว่าง ค่าโฆษณารับสมัคร หรือเวลาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาได้
รองรับงานได้มากขึ้น
เมื่อ AI ช่วยลดภาระงานซ้ำ ทีม HR อาจรองรับจำนวนพนักงาน โครงการ หรือคำร้องขอได้เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มบุคลากรในสัดส่วนเดิม
อย่างไรก็ตาม การคำนวณส่วนนี้ควรระวังไม่ให้นับซ้ำกับมูลค่าเวลาที่ประหยัดได้ หากเป็นผลประโยชน์จากทรัพยากรก้อนเดียวกัน
วิธีคำนวณ ROI ของ AI ในงาน HR
สูตรพื้นฐานในการคำนวณคือ
ROI = (ผลประโยชน์ทางการเงิน − เงินลงทุนทั้งหมด) ÷ เงินลงทุนทั้งหมด × 100
ตัวอย่างเช่น องค์กรลงทุนใน AI สำหรับทีม HR รวม 180,000 บาทต่อปี และสามารถสร้างผลประโยชน์ได้ดังนี้
| ผลลัพธ์จากการใช้ AI | มูลค่าต่อปี |
| ประหยัดเวลาการทำงาน | 240,000 บาท |
| ลดค่าใช้จ่าย Outsource | 60,000 บาท |
| ลดต้นทุนกระบวนการสรรหา | 80,000 บาท |
| ผลประโยชน์รวม | 380,000 บาท |
นำมาคำนวณได้ดังนี้
ROI = (380,000 − 180,000) ÷ 180,000 × 100
ดังนั้น ROI เท่ากับประมาณ 111%
หมายความว่า ทุกเงินลงทุน 1 บาท องค์กรได้รับผลประโยชน์รวมประมาณ 2.11 บาท หรือได้รับผลตอบแทนสุทธิประมาณ 1.11 บาทหลังหักต้นทุนแล้ว
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่าง แต่ละองค์กรควรใช้ข้อมูลจริงของตนเอง เช่น ค่าแรง ปริมาณงาน ค่าใช้จ่ายเดิม และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังใช้ AI
สิ่งสำคัญคือองค์กรควรเก็บข้อมูลก่อนเริ่มใช้งาน เช่น เวลาที่ใช้ จำนวนขั้นตอน และต้นทุนเดิม แล้วใช้เกณฑ์เดียวกันวัดผลหลังนำ AI มาใช้ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ได้อย่างน่าเชื่อถือ
สรุป
การลงทุนใน AI สำหรับ HR จะถือว่าคุ้มค่าเมื่อองค์กรสามารถแสดงให้เห็นว่า AI ช่วยลดเวลา ลดต้นทุน หรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าเงินที่ลงทุนไป
ผลลัพธ์อย่างการทำงานเร็วขึ้นหรือสะดวกขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่หากต้องการสื่อสารกับผู้บริหาร HR ควรแปลงผลลัพธ์เหล่านั้นให้เป็นตัวเลขทางการเงิน พร้อมเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังใช้งาน
องค์กรสามารถเริ่มต้นจากงานที่ทำซ้ำ ใช้เวลามาก และวัดผลได้ง่าย เช่น การสรุปรายงาน การจัดทำเอกสาร การวิเคราะห์ Feedback หรือการเตรียมข้อมูล จากนั้นจึงนำผลลัพธ์ที่ได้ไปพัฒนา Workflow และขยายการใช้ AI ไปสู่งานที่สร้างมูลค่าสูงขึ้น
เมื่อมีการกำหนดเป้าหมาย เก็บข้อมูล และวัดผลอย่างเป็นระบบ AI จะไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี แต่จะกลายเป็นการลงทุนที่ช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับ HR และสนับสนุนการเติบโตขององค์กรได้อย่างชัดเจน
หากสนใจหลักเข้าร่วมฟังหลักสูตร “ROI in HR” กับทาง IMP Talk#12 ร่วมเปิดมุมมองการวัดผลลัพธ์ทางการเงินของงาน Human Resource Management, Organization Management, ESG, CSR-CSV และงานบริหารจัดการ ด้วยแนวคิดและเครื่องมือที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในองค์กรโดยวิทยากรโดยผู้อำนวยการหลักสูตร สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ The Impression https://impgroup.net/imp-talk-12/
FAQ
A: ROI คืออัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ใช้เปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ได้รับกับต้นทุนทั้งหมด เพื่อดูว่าการลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่
A: ROI วัดจากผลประโยชน์ทางการเงินที่องค์กรได้รับ เช่น ค่าแรงที่ประหยัดได้ ค่า Outsource ที่ลดลง ต้นทุนการสรรหาที่ลดลง หรือมูลค่าของงานที่ทีมสามารถรองรับได้เพิ่มขึ้น แล้วนำมาเปรียบเทียบกับเงินลงทุนทั้งหมด
A: ควรเริ่มจากงานที่ทำซ้ำ มีขั้นตอนชัดเจน และสามารถเก็บข้อมูลก่อนกับหลังได้ เช่น การสรุปรายงาน การร่างเอกสาร การจัดหมวดหมู่ Feedback หรือการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับผู้บริหาร